1. หน้าแรก
  2. ข่าว

เตือนประชาชน แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกโอนเงินระบาด

15 มิ.ย. 2560| | 76

ธนาคารแห่งประเทศไทย แจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพโทรศัพท์มาหลอกให้โอนเงิน (แก๊งคอลเซ็นเตอร์) 

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า มิจฉาชีพมักสุ่มเบอร์เพื่อโทรศัพท์ไปหาเหยื่อ และใช้ข้อความอัตโนมัติสร้างความตื่นเต้นหรือตกใจให้กับเหยื่อ บางครั้งแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ หลอกเหยื่อให้ทำรายการที่ตู้เอทีเอ็มเป็น “เมนูภาษาอังกฤษ”โดยแจ้งว่า ทำเพื่อล้างรายการหนี้สิน หรืออาจหลอกให้เหยื่อไปโอนเงินให้หน่วยงานภาครัฐเพื่อตรวจสอบ ซึ่งมิจฉาชีพเหล่านี้จะอาศัยความกลัว ความโลภ และความรู้ไม่เท่ากันของเหยื่อ

กลโกงเหล่านี้อาจแบ่งได้เป็น6 วิธีคือ

1. บัญชีเงินฝากถูกอายัด หรือ หนี้บัตรเครดิตโดยข้ออ้างที่มิจฉาชีพนิยมมากที่สุด คือ หลอกว่าเหยื่อถูกอายัดบัญชีเงินฝากและเป็นหนี้บัตรเครดิต ซึ่งมิจฉาชีพจะใช้ระบบตอบรับอัตโนมัติแจ้งเหยื่อว่าจะอายัดบัญชีเงินฝากเนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ เช่น เป็นหนี้บัตรเครดิต หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะหลอกถามฐานะทางการเงินของเหยื่อ หากเหยื่อมีเงินมาก ก็จะหลอกให้ฝากเงินผ่านเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ
2. บัญชีเงินฝากพัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือการฟอกเงินเมื่อมิจฉาชีพหลอกถามข้อมูลจากเหยื่อแล้วพบว่าเหยื่อมีเงินในบัญชีจำนวนมาก จะหลอกเหยื่อต่อว่าบัญชีนั้นๆ พัวพันกับการค้ายาเสพติดหรือติดปัญหาการฟอกเงิน จึงขอให้เหยื่อโอนเงินทั้งหมดมาตรวจสอบ
3. เงินคืนภาษีโดยข้ออ้างคืนเงินภาษีจะถูกใช้ในช่วงการยื่นภาษีและมีการขอคืน โดยมิจฉาชีพจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรแจ้งว่า เหยื่อได้รับภาษีคืนเป็นเงินจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะต้องยืนยันว่ารายการและทำตามคำบอกที่ตู้เอทีเอ็ม แต่แท้จริงแล้วขั้นตอนที่มิจฉาชีพให้เหยื่อทำนั้นเป็นการโอนเงินให้กับมิจฉาชีพ
4.โชคดีรับรางวัลใหญ่ซึ่งมิจฉาชีพจะอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่บรัทหรือตัวแทนองค์กรต่างๆ แจ้งข่าวดีแก่เหยื่อว่า เหยื่อได้รับเงินรางวัลหรือของรางวัลที่มีมูลค่าสูง เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจะหลอกเหยื่อให้โอนเงินค่าภาษีให้
5. ข้อมูลส่วนตัวหายโดยข้อมูลส่วนตัวหายเป็นข้ออ้างที่มิจฉาชีพใช้เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อ ซึ่งจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เหล่าเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลของลูกค้าสูญหาย เช่น เหตุการณ์น้ำท่วม จึงขอให้เหยื่อแจ้งข้อมูลส่วนตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เลขบัตรประชาชน เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการใช้บริการของเหยื่อ แต่แท้จริงแล้ว มิจฉาชีพจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปประกอบการปลอมแปลงหรือใช้บริการทางการเงินในนามของเหยื่อ
6.โอนเงินผิดซึ่งมิจฉาชีพจะใช้ข้ออ้างนี้เมื่อมีข้อมูลของเหยื่อค่อนข้างมากแล้ว โดยจะเริ่มจากโทรศัพท์ไปยังสถาบันการเงินที่เหยื่อใช้บริการ เพื่อเปิดใช้บริการขอสินเชื่อผ่านทางโทรศัพท์ เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อ สถาบันการเงินจะโอนเงินสินเชื่อนั้นเข้าบัญชีเงินฝากของเหยื่อ หลังจากนั้นมิจฉาชีพจะโทรศัพท์ไปหาเหยื่ออ้างว่า ได้โอนเงินผิดเข้าบัญชีของเหยื่อ ขอให้โอนเงินคืน เมื่อเหยื่อตรวจสอบและพบว่ามีเงินโอนเข้ามาจริง จึงรีบโอนเงินนั้นให้มิจฉาชีพ โดยที่ไม่รู้ว่าเงินนั้นเป็นสินเชื่อที่มิจฉาชีพโทรไปขอในนามของเหยื่อ

 

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ระบุว่าถ้าสงสัยว่ากำลังถูกหลอกลวงหรือไม่นั้น มีข้อสังเกตง่ายๆ คือ มิจฉาชีพจะหลอกถามข้อมูลแล้วหลอกให้เหยื่อทำรายการผ่านตู้เอทีเอ็มโดยเลือกเมนูภาษาอังกฤษ และ มิจฉาชีพ จะใช้ข้ออ้างต่างๆ เร่งให้เหยื่อทำรายการ เพื่อไม่ให้เหยื่อมีเวลาตรวจสอบหรือสอบถามบุคคลอื่น

 

สำหรับวิธีป้องกัน หากได้รับโทรศัพท์จากคนไม่รู้จัก ควรทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นว่ามีโอกาสเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ไม่โลภอยากได้เงินรางวัลที่ไม่มีที่มา ไม่ให้ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลทางการเงินแก่บุคคลอื่น ถึงแม้ผู้ติดต่อจะอ้างตัวเป็นส่วนราชการหรือสถาบันการเงิน เพราะส่วนราชการและสถาบันการเงินไม่มีนโยบายสอบถามข้อมูลลูกค้าทางโทรศัพท์
นอกจากนี้ ไม่ควรทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม หรือเครื่องฝากเงินอัตโนมัติ ควรสอบถามข้อเท็จจริงกับสถาบันการเงินที่ถูกอ้างถึงหรือใช้บริการ โดยติดต่อฝ่ายบริการลูกค้า และหากได้รับแจ้งว่ามีผู้โอนเงินผิดเข้าบัญชี ควรสอบถามสถาบันการเงินถึงที่มาของเงินดังกล่าว หากเป็นเงินที่มีการโอนผิดเข้ามาจริง จะต้องให้สถาบันการเงินเป็นผู้ดำเนินการโอนเงินคืนเท่านั้น

 

ที่มา : ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย

 


0 ความคิดเห็น